Spiritual Child’s Blog

Just a blog about life and spirituality

สองด้านของความเป็นมนุษย์ 28/03/2009

Filed under: love live & learn,Peace and Conflict,Spirituality and Dhamma — spiritualchild @ 12:56 pm
Tags: ,

วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11340 มติชนรายวัน

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย พระไพศาล วิสาโล www.thaissf.org แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

คงไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดในปีนี้ที่ได้รับทั้งคำชมและคำประณามมากเท่ากับ The Reader ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลระดับโลกหลายรางวัลรวมทั้งตุ๊กตาทองสำหรับดารานำฝ่ายหญิง แต่ในเวลาเดียวกันก็มีนักวิชาการและนักเขียนมีชื่อหลายคนพากันโจมตีภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับตัวละครฝ่ายหญิงคือ ฮันน่า ชมิตซ์ ซึ่งเป็นอดีตผู้ดูแลค่ายกักกันชาวยิวที่เมืองเอาชวิตซ์อันลือชื่อ

หนึ่งในบรรดาข้อกล่าวหาที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ สร้างภาพของฮันน่าให้ดูดี ทำให้ผู้ชมรู้สึกเห็นใจกับชะตากรรมของเธอในตอนท้าย ทั้งๆ ที่เธอไม่เพียงมีส่วนร่วมในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง หากยังมีส่วนทำให้นักโทษถึง 300 คน ถูกไฟคลอกตายในโบสถ์ซึ่งใช้เป็นที่คุมขังชั่วคราว โดยเธอไม่ยอมช่วยเหลือคนเหล่านั้นแม้แต่จะเปิดประตูโบสถ์ให้

ผู้ชมมารู้ภูมิหลังดังกล่าวของเธอเมื่อภาพยนตร์ดำเนินไปได้ครึ่งเรื่องแล้ว เมื่อเธอต้องขึ้นศาลหลังเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปแล้วเกือบ 20 ปี แต่ก่อนหน้านั้นผู้ชมรู้แต่ว่าเธอเป็นพนักงานเก็บเงินในรถราง ที่บังเอิญมารู้จักกับเด็กหนุ่มวัย 15 แล้วภายหลังมีสัมพันธ์ฉันชู้สาวทั้งๆ ที่เธอมีอายุมากกว่าถึง 21 ปี

 

ภาพของฮันน่าตั้งแต่ต้นเรื่องคือผู้หญิงที่มีน้ำใจ ช่วยเหลือเด็กแปลกหน้าที่ป่วยประหนึ่งพี่สาว (หรือแม่) ไม่มีวี่แววของคนใจร้ายหรือใจหิน แม้ว่าเธอจะมีความโกรธเกรี้ยวก้าวร้าวอยู่บ่อยครั้ง แต่นั่นก็อาจเป็นเพราะความทุกข์บางอย่างที่เธอเก็บงำไว้ในใจ

 

การเสนอภาพของเธอไม่ต่างจากผู้หญิงทั่วไป ที่น่าเห็นใจ ทั้งๆ ที่เคยร่วมประกอบอาชญากรรมอันเลวร้ายในอดีต ทำให้หลายคนรับไม่ได้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ (รวมทั้งนวนิยายชื่อเดียวกันซึ่งโด่งดังมากว่าสิบปีแล้ว) ดูเหมือนว่าในสายตาของคนเหล่านั้น ฮันน่าควรมีภาพของ “ผู้ร้าย” ที่น่ารังเกียจตั้งแต่แรกเลย

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พฤติกรรมของเธอเมื่อครั้งเป็นผู้คุมนักโทษชาวยิวนั้นเป็นสิ่งที่ผิดจริยธรรมอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นจะต้องเป็นยักษ์มารสถานเดียว คนเหล่านี้ก็มีความเป็นมนุษย์เหมือนอย่างเราๆ ท่านๆ มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี แต่ความจริงอย่างนี้ยากที่ผู้คนจะยอมรับกันได้

 

เมื่อใครสักคนทำสิ่งชั่วร้าย เรามักอดไม่ได้ที่จะวาดภาพคนนั้นว่าเป็นคนเลว หาความดีไม่ได้ หนักกว่านั้นคือไร้ความเป็นมนุษย์ ในทรรศนะของคนเป็นอันมาก ความเป็นมนุษย์นั้นจำกัดไว้เฉพาะกับคนที่มีแต่ความดี แต่คนเช่นนั้นเราจะหาได้จากที่ไหนในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะไม่มีใครที่ดีล้วนๆ ถึงจะเป็นคนดีก็มีด้านที่ไม่ดีอยู่ เพราะมนุษย์นั้นมีความอ่อนแอ ที่ทำให้พ่ายแพ้ต่อกิเลสอยู่เนืองๆ กิเลสเหล่านี้เองที่ทำให้คนดีสามารถทำสิ่งไม่ดีอย่างที่เราอาจนึกไม่ถึง

 

กิเลสนั้นไม่ได้หมายถึงการโหยหาปรารถนาสิ่งเย้ายวน เช่น ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง อำนาจ หรือเพศรสเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความยึดติดในอุดมการณ์ ความเชื่อ หรือมาตรฐานความถูกต้องในแบบของตน จนหลงคิดไปว่า “กู” คือความถูกต้อง ใครที่คิดหรือทำไม่เหมือนกู ก็แสดงว่าเป็นคนไม่ดี และเมื่อเป็นคนไม่ดีแล้วก็สมควรกำจัดออกไป มี “คนดี” ไม่น้อยที่ถูกครอบงำด้วยความคิดแบบนี้ ผลก็คือกลายเป็นคนลุแก่อำนาจ หนักกว่านั้นก็เป็นเผด็จการและทรราชไป

 

คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า เหมา เจ๋อ ตุง, พอล พต หรือ บิน ลาเดน จัดอยู่ในกลุ่มนี้

ความจริงอย่างหนึ่งที่เรายอมรับได้ยากก็คือ คนที่สามารถออกคำสั่งให้สังหารคนเป็นแสนหรือเป็นล้านได้นั้น ไม่จำต้องเป็นคนใจคอวิปริตผิดมนุษย์ก็ได้ คนที่ “ปกติ” ก็สามารถทำได้ เมื่อ อดอล์ฟ ไอค์มานน์ ผู้รับผิดชอบแผนการสังหารชาวยิวถึง 6 ล้านคน ได้รับการตรวจสภาพจิตหลังจากถูกจับได้ ผลการวินิจฉัยยืนยันว่าเขาเป็นคน “ปกติ” เหมือนคนทั่วไป ถึงแม้จะพูดไม่ได้ว่าเขาเป็นคนดีก็ตาม

 

ในทำนองเดียวกันคงเกินเลยไปที่จะบอกว่าผู้บัญชาการค่ายกักกันชาวยิวเป็นคนดี แต่อย่างน้อยก็พูดได้ว่าคนเหล่านี้มีความเป็นมนุษย์และมีด้านดีหลายด้านไม่ต่างจากเรา

รูดอล์ฟ เฮิสส์ ผู้บัญชาการค่ายกักกันเอาชวิตส์ ได้ชื่อว่าเป็นคนรักครอบครัว ใจดีกับลูกๆ และมีน้ำใจกับมิตรสหาย

ส่วน ฟรานซ์ สตังเงล ผู้บัญชาการค่ายกักกันเทรบลิงกาก็เป็นคนสุภาพ พูดเสียงเบาๆ

ทั้งสองคนหาใช่คนโหดเหี้ยมไม่

เช่นเดียวกับ ไอค์มานน์ เฮิสส์ เคยเขียนในบันทึกส่วนตัวว่าเขาไม่รู้สึกเกลียดชังชาวยิวเป็นส่วนตัว แต่อะไรเล่าที่ทำให้ทั้งคู่บัญชาการสังหารชาวยิวนับหมื่นนับแสนได้อย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้าน (เฮิสส์เคยกล่าวว่า “ถึงแม้ว่ากำลังทำภารกิจกำจัดชาวยิวอยู่ ผมก็ยังใช้ชีวิตตามปกติ”)

คำตอบก็คือ เพราะเขาเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง คนเหล่านี้ไม่เคยตั้งคำถามกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ใจจดจ่ออยู่กับการทำงานให้ดีที่สุด

เมื่อใจจดจ่อเต็มที่อยู่กับงานการ อย่างอื่นก็ไม่อยู่ในความสนใจ รวมทั้งความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ที่เป็นชาวยิว อย่างเดียวที่เฮิสส์และสตังเงลสนใจก็คือ ทำอย่างไรจะกำจัดชาวยิวให้ได้มากที่สุดตามเวลาที่กำหนด

ใจของเขาจะจดจ่ออยู่กับรายละเอียดเชิงเทคนิค เช่น ตารางเวลารถไฟที่ขนนักโทษมายังค่าย ขนาดและความจุของรถไฟ ชนิดของเตาและวิธีการรมแก๊สพิษ ฯลฯ

ใจที่หมกมุ่นอยู่กับข้อมูลเหล่านี้ โดยมุ่งที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ย่อมไม่เหลือที่ว่างให้แก่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจนักโทษ ยิ่งเขาเก็บตัวอยู่แต่ในสำนักงาน ทำแต่งานบริหาร โดยไม่เคยไปรับรู้หรือเป็นประจักษ์พยานในการสังหารนักโทษเลย เสียงร่ำร้องของคนเหล่านั้นจึงแทบไม่มีโอกาสเข้ามาอยู่ในมโนสำนึกของเขาเลย

นักโทษเหล่านี้จึงเป็นแค่ตัวเลข หรือมีสถานะไม่ต่างจากวัตถุดิบในโรงงาน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าด้วยวิธีการแบบนี้จะทำให้สตังเงลได้ชื่อว่า “ผู้บัญชาการที่ดีที่สุดในโปแลนด์”

ใจที่มุ่งแต่ “งาน” จนมองไม่เห็น “คน” สามารถทำให้คนอย่างเราๆ ท่านๆ กลายเป็นคนที่ไร้น้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะหากเขาอยู่ในอาณัติที่เราต้องจัดการให้ได้ นี้คือเหตุผลเดียวกับที่ฮันน่า ไม่ยอมเปิดประตูโบสถ์เพื่อให้นักโทษหนีไฟออกมา

เธออธิบายต่อศาลอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอมีหน้าที่ต้องควบคุมคนเหล่านั้นให้ไปถึงที่หมาย หากเปิดประตูโบสถ์ นักโทษเหล่านั้นก็จะต้องหนีกระจัดพลัดพรายไปหมด

ฮันน่าไม่มีท่าทีรู้สึกผิดกับการกระทำเช่นนั้น เพราะเธอคิดว่าเธอพยายามทำหน้าที่ของเธอให้ดีที่สุด (แต่กลับอับอายที่ตนเองเป็นคนไม่รู้หนังสือ จนยอมรับโทษหนักเพื่อปกปิดความจริงข้อนี้) ท่าทีอย่างนี้ย่อมทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะตัดสินว่าเธอเป็นคนใจหินโหดเหี้ยม ดังนั้น จึงรับไม่ได้ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะแสดงด้านดีของเธอออกมาให้ผู้ชมเห็นอกเห็นใจ

แต่จะว่าไปแล้วนี้คือการเสนอภาพความเป็นจริงของปุถุชนคนหนึ่ง ซึ่งแม้จะทำความเลวร้ายด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ก็ไม่ได้เลวไปเสียหมด หากยังมีส่วนดีอีกมากมาย ใช่หรือไม่ว่านี้แหละคือความเป็นมนุษย์ที่มีในเราทุกคน

ผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมองอะไรเป็นขาว-ดำอย่างชัดเจน ใครที่เป็นคนดีก็ขาวหมด ส่วนคนชั่วก็ดำหมด แต่แท้จริงแล้วขาวกับดำ ดีกับชั่ว ก็ปะปนอยู่ในตัวคนเดียวกัน เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นความไม่ดีของใครบางคน แล้วเหมารวมว่าเขาเลวไปหมด เมื่อนั้นก็เป็นการง่ายที่เราจะเห็นเขาเป็นยักษ์มารหรือผีห่าซาตานที่สมควรขจัดออกไปจากโลกนี้ แต่รู้หรือไม่ว่าเพียงแค่คิดเช่นนั้นเราก็กำลังจะกลายเป็นยักษ์มารไปแล้ว

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ทุกวันนี้เราไม่ได้เหมาว่าใครบางคนเป็นคนเลวเพียงเพราะเห็นความไม่ดีบางด้านของเขาเท่านั้น หากยังมีแนวโน้มที่จะมองว่าคนที่คิดต่างจากเราก็เป็นคนเลวไปด้วย

ซึ่งหมายความต่อไปว่าคนเหล่านั้นสมควรถูกขจัดให้สิ้นซาก ใช่หรือไม่ว่านี้คือความคิดที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งในสังคมไทย โดยเฉพาะระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง

เสื้อเหลืองและเสื้อแดง แม้จะคิดต่างกันในทางการเมือง ก็มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่เป็นเพราะความยึดติดในความถูกต้องของตนอย่างเหนียวแน่น (ไม่ว่าทางศีลธรรมหรือทางการเมือง) จึงง่ายที่จะมองเห็นคนที่คิดหรือทำต่างจากตนเป็นคนเลวร้าย ชนิดที่หาความดีหรือความเป็นมนุษย์ไม่ได้เลย ดังนั้น จึงพร้อมที่จะใช้วิธีการใดๆ ก็ได้เพื่อขจัดคนเหล่านั้นออกไปจากวงสนทนา จากเวทีการเมือง จากเมืองไทย หรือจากโลกนี้ไปเลย

อย่ายอมให้สีของเสื้อมาบดบังความเป็นมนุษย์ของเขา ถึงแม้จะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็มีหลายอย่างที่เหมือนกัน เช่น ความเป็นคนไทย อยากให้บ้านเมืองมีสันติสุข รักสุขเกลียดทุกข์ มีพ่อแม่และคนรักที่ห่วงใย ฯลฯ จะว่าไปแล้ว สิ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีเหมือนกันนั้น มากกว่าสิ่งที่ต่างกันด้วยซ้ำ การเห็นแต่ความต่าง จนมองข้ามความเหมือน ทำให้เกิดการแบ่งเราแบ่งเขาอย่างชัดเจน และคิดแต่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน

ใจที่หมกมุ่นอยู่กับงานการ อาจทำให้มองไม่เห็นคนได้ ฉันใด ใจที่จดจ่ออยู่กับชัยชนะทางการเมือง ก็ทำให้มองเห็นคนเป็นเบี้ยได้ฉันนั้น

แต่เมื่อใดก็ตามที่เราถอดเสื้อสีและหัวโขน หันหน้ามาสนทนากันในฐานะบุคคล เราจะเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันได้ง่ายขึ้น อันที่จริงแม้จะไม่ถอดหัวโขน เพียงแค่มีโอกาสมารู้จักกันตัวต่อตัว แทนที่จะเห็นหรือตอบโต้ผ่านสื่อ ก็สามารถลดอคติ และเห็นด้านดีของกันและกันได้มากขึ้น ยิ่งมีเวลาส่วนตัวอยู่ด้วยกัน หรือทำงานร่วมกัน ก็อาจกลายเป็นเพื่อนกันได้

เมื่อนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกับคนทำสัมปทานป่าไม้ในโอเรกอนและแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมาช้านาน มาร่วมกันปลูกต้นไม้ ปกป้องลำธาร ความเป็นมิตรก็เกิดขึ้น และสามารถพูดคุยกันด้วยเหตุผลได้มากขึ้น

ในปี 2534 ได้มีการนำเอาผู้นำคนผิวดำจากพรรคสภาแอฟริกันแห่งชาติ (ANC ซึ่งมี เนลสัน แมนเดลา เป็นผู้นำ) กับผู้นำพรรคเนชั่นแนลลิสต์ของคนขาวในแอฟริกาใต้ มาสนทนากันในกระท่อมชนบทช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

แม้จะมีความระแวงและเกลียดชังกันมาก่อน แต่ในชั่วไม่กี่วันทั้งสองก็เริ่มมีความไว้วางใจและเคารพกันมากขึ้น สัมพันธภาพดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่นำไปสู่การเจรจาระหว่างรัฐบาลคนผิวขาวกับพรรคของคนผิวดำ จนกระทั่งมีการโอนถ่ายอำนาจให้คนดำอย่างสันติในที่สุด

ประสบการณ์ของหลายคนที่มีส่วนร่วมในการสานเสวนาระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ได้ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติเหมือนกัน และไม่ได้เป็นคนเลวร้ายป่าเถื่อนอย่างที่วาดภาพเอาไว้ กิจกรรมดังกล่าวน่าที่จะทำอย่างต่อเนื่องและขยายวงให้กว้างขึ้น แม้คนที่เข้าร่วมได้จะมีจำนวนไม่มากก็ตาม

แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถส่งผลได้ยาวไกล

เราคงไม่สามารถหวังว่าความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงจะหมดสิ้นไปในเร็ววัน เพราะความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่ายเชื่อมโยงกับความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะคลี่คลายได้ แต่อย่างน้อยทั้ง 2 ฝ่ายก็ควรไม่ควรทำความขัดแย้งทางการเมืองให้กลายเป็นการต่อสู้ระหว่างเทพกับมาร หรือระหว่างธรรมกับอธรรม

อย่างน้อยก็ควรมองเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน อย่าทำลายความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายจนมองเห็นเขาเป็นตัวเลวร้ายหรือผีห่าซาตาน ขณะเดียวกันควรใจกว้างเมื่อผู้อื่นเห็นความเป็นมนุษย์หรือความดีของเขาแม้เรายังมองไม่เห็นก็ตาม เพราะนั่นอาจเป็นปัญหาของเรา มิใช่ปัญหาของเขา

ลองมองให้กว้าง ก็จะพบว่าคนที่สวมเสื้อคนละสีกับเรานั้น มีหลายอย่างที่เหมือนเรา และมีเพียงบางอย่างเท่านั้นที่ต่างจากเรา ลองมองให้ไกลก็จะพบว่าในอดีตเรากับเขาก็เคยเป็นเพื่อนกัน หรือเดินบนเส้นทางเดียวกันมาก่อน และในอนาคตก็อาจร่วมเส้นทางเดียวกันอีก ใช่แต่เท่านั้น ลองมองให้ลึกก็จะพบว่าเขาก็มีความดีด้วยเช่นกัน อาจจะไม่ยิ่งหย่อนกว่าเราเลย

จริงอยู่เขาอาจทำอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้องหรือเกินเลยไปบ้าง แต่ก็อย่าให้สิ่งนั้นปิดบังสายตาของเราจนมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเขา ก่อนจะตัดสินเขา อย่างน้อยเราก็ควรถามตัวเองว่าแน่ใจแล้วหรือว่าเราเองก็ไม่ได้ทำเช่นเดียวกับเขา

อย่าลืมว่ายิ่งเราเห็นผู้อื่นมีความเป็นมนุษย์น้อยลงเพียงใด ความโกรธเกลียดที่ตามมาจะทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราลดน้อยถอยลงเพียงนั้น

 

True Love 28/03/2009

Filed under: love live & learn — spiritualchild @ 12:17 pm
Tags:

10 May 2005

true love brings us true freedom อกหักคราวนี้ทำให้ฉันได้พบกับรักแท้ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า ฉันได้พบกับรักแท้ที่ดำรงภายในตัวฉันเอง ฉันพบว่าความรัก ความสุข ความเบิกบานทั้งหมดที่ฉันเฝ้าแสวงหา ได้ดำรงอยู่ที่นี่แล้วภายในตัวฉันตลอดมา หลังจากผ่านการอกหักมาได้สองวัน ฉันก็ได้ตกหลุมรักอีกครั้งอย่างหมดหัวใจกับตัวเอง กับความงดงามน่ารัก กับความเบิกบาน กับปัญญา กับแสงสว่างที่ดำรงอยู่ภายในตัวฉัน ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งกับตนเอง ช่างเป็นการพบกันอีกครั้งที่น่าประทับใจ

หากถามฉันว่า ฉันยังคงรักเขาอยู่หรือไม่ ฉันคงตอบได้ว่ายังคงรักอยู่และคงจะรักต่อไปเรื่อยๆเพราะตัวฉันคือความรักที่ปรารถนาจักได้สำแดงออกซึ่งรัก แต่ฉันเลือกที่จะยุติรูปแบบความสัมพันธ์ในครั้งนี้กับเขาลง เพราะการยุติรูปแบบความสัมพันธ์นี้ทำให้ฉันสามารถเลือกที่จะเป็นในสิ่งที่ฉันต้องการจะเป็นได้ดีกว่าและมากกว่า

หากถามฉันว่า ฉันเสียใจหรือไม่กับการตัดสินใจในครั้งนี้ ฉันคงตอบได้ว่าแน่นอนฉันรู้สึกเสียใจในตอนแรก แต่แล้วฉันก็เลือกที่จะหยุดเสียใจ พอกันทีกับความเศร้า ความเสียใจ ฉันอยู่กับมันมานานมากพอแล้ว และบัดนี้ฉันก็ได้รู้แล้วว่านั่นไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะเลือกในครั้งนี้และครั้งต่อๆไป บัดนี้ฉันขอเลือกความสุข ขอเลือกความเบิกบาน ขอเลือกความเข้าใจต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยปัญญาและความรักที่มาจากพระเจ้า ขอเลือกที่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆไป

หากถามฉันว่า ความเข้าใจที่เกิดขึ้นในตอนนี้นั้นคืออย่างไร ฉันคงตอบได้ว่า ฉันได้เข้าใจว่าตัวเขาก็คือตัวฉันในอีกภาคหนึ่ง ที่กำลังเดินอยู่บนหนทางแห่งการแสวงหาและการเรียนรู้ นั่นคือทางเลือกของเขา และเราไม่แตกต่างกัน

ฉันได้เข้าใจว่าความรักความใส่ใจที่เขามีให้แก่หญิงอื่นนั้นย่อมแตกต่างจากความรักที่เขามีให้แก่ฉัน และมันจะไม่มีวันซ้ำกันได้ ฉันดีใจที่ครั้งหนึ่งฉันเคยได้รักและเคยได้รับความรัก และความรักนั้นจะไม่ซ้ำกับความรักในครั้งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นของเขาและของฉัน

ฉันได้เข้าใจว่าฉันได้หลงเดินเข้าไปติดกับดักความคิดแบบเก่าๆของตนเองในความสัมพันธ์ครั้งนี้ และนั่นทำให้ฉันไม่มีความสุข ทำให้ฉันร้อนรนกระวนกระวายและเป็นทุกข์ใจ เต็มไปด้วยความหึงหวง การปรารถนาที่จะครอบครองเป็นเจ้าของ และหวาดหวั่นอยู่ลึกๆว่าวันหนึ่งเขาอาจจะเลิกรักฉันและจากไป ฉันหวาดกลัวความเจ็บปวดจากความคิดที่ว่าฉันจะถูกทอดทิ้งและถูกปฏิเสธ ความหวาดกลัวนี้บีบคั้นหัวใจ

บัดนี้ฉันได้เห็นแล้วว่าฉันยังไม่เติบโตและเข้มแข็งพอที่จะหลุดออกมาจากกับดักนั้นได้ ตราบใดที่รูปแบบความสัมพันธ์เช่นนี้ยังดำเนินต่อไป ฉันได้กักขังตนเองและได้ขีดวงจำกัดเสรีภาพแห่งรักและชีวิตภายใต้รูปแบบความสัมพันธ์นั้นโดยไม่รู้ตัว และนั่นทำให้ฉันสร้างตัวตนที่น่าเบื่อ กระด้าง อึดอัดและไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมา เมื่อความสัมพันธ์นั้นได้ยุติลงฉันรู้สึกราวกับว่ากับดักนั้นได้พังทลายลง ฉันสัมผัสได้ถึงเสรีภาพภายในอีกครั้ง

ฉันได้เรียนรู้ว่าหากฉันเติบโตกว่านี้ ฉันจะไม่มีวันเดินหลงเข้าไปติดกับดักใดๆได้อีก และฉันจะยังคงรักษาความสุข ความสงบ เสรีภาพและความเบิกบานภายในไว้ได้ ไม่ว่ารูปแบบความสัมพันธ์นั้นจะเป็นเช่นไรก็ตาม แต่ ณ เวลานี้ฉันขอน้อมศีรษะ ยอมรับกับตนเองว่าฉันเพิ่งจะเติบโตได้เพียงแค่นี้และยังต้องเติบโตต่อไป

ฉันได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติที่แท้ในตัวฉันคือรักที่ปรารถนาจักแสดงออกซึ่งรัก ฉันคือชีวิตที่ปรารถนาจะแสดงออกซึ่งชีวิต และภายในตัวฉันคือพระผู้เป็นเจ้าที่ปรารถนาจักสำแดงออกซึ่งพระผู้เป็นเจ้า และทั้งหมดนี้คือเสรีภาพ และคือความเป็นนิรันดร์ สิ่งอื่นใดที่อยู่นอกเหนือไปจากนี้ย่อมไม่ใช่

ฉันได้เรียนรู้ว่าตัวฉันก็คือตัวเขา และฉันก็คือผู้หญิงอีกคนที่เขารักด้วยเช่นกัน เพราะเราล้วนมาจากที่เดียวกัน พระเจ้าสร้างเราจากพระองค์ในรูปแบบที่แตกต่างกันนับล้านนับพัน ณ จุดที่ไร้กาล หรือในอีกแง่หนึ่ง คือ ณ จุดแห่งกาลอันเป็นนิรันดร์ นั่นคือ ณ ที่นี่ ขณะนี้ แท้จริงแล้วไม่มีเวลาอื่นใดนอกจาก ขณะนี้ เพราะฉะนั้นเขาที่ฉันรัก และเธอที่เขารักคือคนๆเดียวกันที่ดำรงอยู่ในสภาวะที่แตกต่าง ณ ชั่วขณะเดียวกัน

ฉันได้พบว่าตัวฉันคือผู้สร้าง ฉันเลือกที่จะสร้างประสบการณ์ที่ฉันต้องการได้ ฉันเลือกที่จะรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ฉันเลือกที่จะเป็นผู้กระทำได้ พระเจ้าบอกว่า ความลับของชีวิตนั้นหาใช่การค้นพบไม่ หากแต่คือการสร้างสรรค์ คือการเลือกที่จะสร้างและเป็นในสิ่งที่เราปรารถนาจะเป็น เราทุกคนคือผู้สร้างและเรากำลังสร้างประสบการณ์และตัวเราขึ้นในทุกๆนาที ในทุกๆวัน ในทุกๆเดือนและทุกๆปี นี่คือบทเรียนสำคัญที่ฉันยังคงจะต้องเรียนรู้ต่อไป

พระเจ้าคะขอบคุณสำหรับทุกสิ่งๆและทุกๆเหตุการณ์ ทุกอย่างสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ ขอบคุณสำหรับคำตอบ แสงสว่าง ปัญญาและความรักที่ท่านส่งมาให้ตลอดเวลา…ในทุกๆวิถีทาง

 

ยินดีต้อนรับ Welcome 20/03/2009

Filed under: homepage — spiritualchild @ 6:43 am

ฉันสร้างบลอกนี้ขึ้นเพื่อแบ่งปันบางความคิดเกี่ยวกับเส้นทางการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณในช่วงชีวิต  บางส่วนของบลอกอาจรวมถึงเรื่องราวด้านสันติภาพและความขัดแย้ง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบลอกเล็กๆนี้อาจจะสามารถมอบบางความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อจิตวิญญาณอื่น  ผู้กำลังอยู่บนเส้นทางแห่งการเรียนรู้เพื่อเติบโต และเพื่อที่จะเป็นสิ่งที่เราเป็นอย่างแท้จริง

โปรดทราบว่าฉันยินดีต้อนรับทุกความเห็นและการแบ่งปัน

………

I created this blog to share some of my thoughts about my spiritual learning in this life time. Some parts of the blog may include the issues about peace and conflicts.

 

I wish this little blog may contribute some useful thoughts to other spiritual beings who are also on the path of learning to grow up and to become who you really are.

 

Please be noted that all comments and sharing are welcome.

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.